งานช่างประดับมุก (Mother of pearl Inlay)

เป็นงานช่างไทย แขนงหนึ่งในงานช่างสิบหมู่ จำแนกแยกย่อยออกมาในหมู่งาน ช่างรัก

ซึ่งในงานช่างประดับมุก หมายถึง การช่างที่ใช้เปลือกหอยทะเลบางชนิด มาเลื่อย หรือ โกรก (ฉลุ) ประดับลงไปบนพื้นวัสดุ โดยมียางรัก เป็นตัวประสาน

 

คลิกที่นี่เพื่อไปอ่านเรื่องช่างประดับมุก
ขณะนี้คุณกำลังอยู่ที่ : ช่างประเภทช่างทำของชม
งานช่างต่างๆ เช่น งานประดับกระจก ช่างแกะ ช่างหล่อ ช่างหัวโขน ช่างลายรดน้ำ

๒. ช่างประเภทช่างทำของชม

ช่างประเภทนี้ มักได้รับการขนานนามว่า “ช่างสิปป” [สิปปะ (ภาษาบาลี) : สิ่งที่เป็นศิลปะ] หรือ ปัจจุบันเรียกว่า “ศิลปิน” [ศิลปิน (ภาษาสันสกฤต) : ผู้ที่สามารถแสดงออกอย่างมีศิลปะ] เป็นช่างที่มีฝีมือ ความสามารถ ความชำนิชำนาญ ในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ขึ้นเป็นรูปลักษณะ และรูปสมบัติ อย่างมีศิลปะลักษณะเป็นสำคัญ หลักการสร้างสรรค์งานช่าง ในหมู่ช่างประเภทนี้ มีความสำคัญด้านการสร้าง ให้เป็นสิ่งสวยของงาม ควรค่าสำหรับเป็น “ของชม” มากกว่าจะให้เป็น “ของใช้” งานที่สร้างสรรค์ จึงเป็นงานศิลปะภัณฑ์ หรือ ศิลปกรรม

ช่างทำของชมนี้ อาจจำแนกเป็น ๒ พวก

๒.๑ ช่างประณีตศิลป คือ ผู้ที่ใช้ฝีมือ ทำการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ สำหรับการตกแต่ง เพิ่มพูนความสวยงาม ให้มีขึ้นแก่เครื่องอุปโภคบ้าง หรือ เครื่องบริโภค ที่จะได้ใช้ในโอกาสพิเศษ ใช้ในเทศกาล ใช้สำหรับพิธีกรรม อาทิ ช่างทำเครื่องสด ช่างทำดอกไม้ ช่างเย็บบายศรี ช่างปักสะดึง ช่างรัก ช่างโลหะรูปพรรณ เป็นต้น

๒.๒ ช่างวิจิตรศิลป คือ ผู้ที่ใช้ฝีมือ ทำการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ เพื่อแสดงออก ซึ่งศิลปลักษณะ ให้ปรากฏพร้อมสมบูรณ์ โดยมิพักคำนึง หรือเอื้อต่อประโยชน์ทางกายภาพ หากมุ่งหมายผล ในทางสุนทรียภาพ อันจะบังเกิด และรับรู้ได้แก่ผู้คนทั่วไปได พบเห็นเป็นสำคัญ อาทิ ช่างเขียนภาพจิตรกรรม ช่างปั้น ช่างสลักไม้ ช่างสลักหนังใหญ่ เป็นต้น

ช่างทั้งสองพวกนี้ จัดเป็นหมู่ช่างประเภทที่มีความสำคัญต่อสังคมระดับต่างๆ ซึ่งผู้คนในสังคมได้ใช้บริการ และสิ่งที่ช่างได้สร้างทำสนองตอบความต้องการมาเป็นลำดับมาทุกยุคทุกสมัย

บรรดาช่างประเภทต่างๆ ดังที่ได้บรรยายมาแต่ข้างต้น จัดว่าเป็นคนหมู่หนึ่งที่มีแบบอย่างในการดำรงชีพ ดำเนินชีวิต แบบแผนในการงานและแบบฉบับที่มีลักษณะเฉพาะเป็นพิเศษไปจากวิถีชีวิต การงานและอาชีพของ ผู้คนทั่วไป จึงอาจจัดเป็น “สถาบัน” หนึ่ง เช่นกับสถานบันอื่นๆ ที่อยู่ร่วมด้วยในสังคมไทย สถาบันช่างอาจกำหนด ให้เป็นและทราบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญต่อไปนี้

“ช่าง” คือบุคคลผู้มีฝีมือ ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ความชำนิชำนาญ ทำการหรือสร้างสรรค์ ผลงานประเภทใดประเภทหนึ่งให้เป็นผลสำเร็จ สมดังวัตถุประสงค์เป็นสิ่งที่ยังให้เกิดประโยชน์และเป็นสิ่งมีคุณค่าใน ทางสร้างสรรค์

วิชาการ คือความรู้ทางการช่างต่างๆ ทั้งในด้านทฤษฎี การปฏิบัติ ความรู้ขั้นพื้นฐานทั่วไป ความรู้ขั้นมัธยม และความรู้ขั้นสูงขั้นเอกอุ อาทิ วิชานวกรรมโกศล ซึ่งผู้เป็นช่างจะต้องได้รับการเรียนรู้ให้ถูกถ้วนแตกฉานและใช้ การได้เป็นอย่างดี

ขนบนิยม คือแบบอย่างและแบบฉบับที่ได้รับการยอมรับนับถือและใช้กำหนดสำหรับการฝึกหัด เรียนรู้ หรือ ใช้เป็นแนวทาง เป็นแบบฉบับสำหรับสร้างสรรค์งานช่างประเภทต่างๆ ซึ่งได้รับการลำดับขึ้นไว้เป็นขนบนิยมที่ชัด เจนและสามารถอ้างอิงได้

ผลงาน คือสิ่งที่บรรดาช่างได้สร้างทำให้เป็นขึ้นในลักษณะของวัตถุวิสัย ที่ประกอบไปด้วยรูปสมบัติและคุณ สมบัติ ตามวัตถุประสงค์เพื่อสนองตอบความต้องการสำหรับความเป็นอยู่ การงาน อาชีพ คติความเชื่อ พิธีกรรม และ ความพึงพอใจ ซึ่งอาจเป็นรูปแบบที่พร้อมด้วยคุณลักษณะ หรือเป็นรูปแบบที่พร้อมด้วยศิลปลักษณะอย่างใดอย่าง หนึ่ง

สกุลช่าง คือช่างประเภทใดประเภทหนึ่ง ที่มีระเบียบวิธีหรือแบบแผนที่กำหนดขึ้นไว้เป็นแนวปฏิบัติในการ สร้างสรรค์งานอย่างเป็นระบบ และเป็นระเบียบวิธีเฉพาะในหมู่ช่างประเภทนั้นๆ ประกอบด้วยหลักวิชาช่าง รูปแบบ โดยขนบนิยมในหมู่ช่างแต่ละประเภท กระบวนการสร้างสรรค์งานช่างและกลวิธีต่างๆ นี้ นับแต่สมัยโบราณมาอาจ ได้รับการสืบทอดหรือส่งต่อแก่กันโดยผ่านการเรียนรู้ การฝึกหัด การลอกเลียนวิธีการแบบอย่างจากช่างอาวุโส ครูช่าง นายช่างผู้ใดผู้หนึ่งเป็นเอกลักษณ์และเป็นคุณประโยชน์แก่การสร้างงานช่างประเภทนั้นๆ ขึ้นต่อมาในภาย หลัง บรรดาช่างประเภทต่างๆ นั้นจะเป็นที่รู้จักและเห็นความสำคัญได้ ก็อยู่ที่ “ผลงาน” หรือ “ผลิตภัณฑ์” ที่ช่างเป็น ผู้ใช้ฝีมือสร้างทำขึ้นเป็นสำคัญ สมดังสำนวนไทยแต่โบรารณที่ว่า "รู้จักคุณช่างก็อยู่ที่ผลงาน รู้จักคุณหมอพยาบาล ก็อยู่ที่ยามเจ็บไข้" รูปลักษณ์ของงานช่างและหมู่ช่างที่ได้ทำการสร้างงานช่างในลักษณะขนบนิยมนี้ได้รับการ ขนานนามว่า “สกุลช่าง”

สาระขององค์ประกอบทั้ง ๕ ประการนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็น “ปทัสถาน” ของสถาบันทางการช่างในสังคมมา แต่ในอดีตกาลและลำดับต่อมาเมื่อภายหลัง เป็นองค์ประกอบสำคัญอันหนึ่งของชาติ บ้านเมืองและสังคมไทย

สถาบันทางการช่าง เป็นผู้ใช้ฝีมือ ความสามารถ ความชำนิชำนาญสร้างสิ่งต่างๆ และบริการสิ่งที่เป็นวัตถุ ปัจจัยตามความต้องการสำหรับความเป็นอยู่ การงาน อาชีพ ความเชื่อ พิธีกรรม และความชื่นชม เป็นต้น แก่ผู้คน ทั่วไป

สถาบันทางการช่าง เป็นผู้สร้างสรรค์สิ่งสวยงามของามบริการคุณภาพทั้งในด้านศิลปลักษณะ และ สุนทรียภาพผ่านสรรพสิ่งต่างๆ ที่บรรดาช่างได้สร้างขึ้นแก่สังคมและสิ่งแวดล้อม

สถาบันทางการช่าง เป็นแหล่งก่อกำเนิดวัฒนธรรมทางศิลปกรรมของชาติ เป็นแหล่งธำรงรักษาศิลป วัฒนธรรมในรูปแบบของการศึกษา และเป็นแหล่งพัฒนาศิลปวัฒนธรรมอันเหมาะสมแก่กาลเวลาและการเปลี่ยนแปลง ของสังคม

สถาบันทางการช่าง เป็นแหล่งที่จะทำให้เกิดเศรษฐกิจ เป็นการประมูลมาซึ่งโภคทรัพย์เพิ่มพูนขึ้นแก่สังคม และบ้านเมือง จากการจัดจำหน่ายหรือบริการสิ่งที่สถาบันทางการช่างได้สร้างทำหรือจัดบริการ

สถาบันทางการช่าง เป็นประหนึ่งอาภรณ์อันวิเศษประดับสังคมและประเทศชาติ แสดงให้เป็นได้ว่าชาติและ ผู้คนในชาติเป็นคนที่มีวัฒนธรรม รู้จักและเข้าใจคุณค่าวัฒนธรรมด้านศิลปกรรม และได้ใช้ยกระดับความเป็นอยู่ การงาน อาชีพ ค่านิยม สมัยนิยม ฯลฯ ขึ้นทัดเทียมฐานะนานาอารยะทั้งอดีตสมัยและในกาลปัจจุบัน ให้พ้นจากอุปณวาจา ดังที่มีอยู่ในพระราชนิพนธ์เรื่องมหาเสวก ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตอนหนึ่งดังนี้

“อันชาติไร้ช่างชำนาญศิลปเหมือนนารินทร์ไร้โฉมบรรโลมสง่าใครได้เห็นไม่เป็นเจริญตา เขาจะพากันเย้ยให้ อับอาย”

ความสำคัญของสถาบันทางการช่างในสังคมไทยนี้ พึงทำความเข้าใจในสาระสำคัญโดยสรุปได้ด้วย พระบรมราโชวาท ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ดังได้อัญเชิญมา โดยความต่อไปนี้

“เราเห็นว่า ศิลปะวิชาช่าง เป็นสิ่งสำคัญอันหนึ่งซึ่งสำหรับแสดงให้เห็นปรากฏว่า ชาติได้ถึงซึ่งกิจการเจริญ เพียงใดแล้ว

วิชาช่างและการฝีมือทางการช่างทั้งสองอย่างนี้เป็นเครื่องแสดงความงาม และความประณีต ซึ่งจะมีได้เป็น ได้ แต่ในประเทศบ้านเมืองที่สงบราบคาบ และมีการปกครองเป็นอันดี ประชาชนได้รับความร่มเย็น เมื่อประกอบอาชีวะได้สะดวก จึงมีเวลาคิดและบำรุงความงาม ความประณีต ให้เป็นสรรเสริญ”