งานช่างประดับมุก (Mother of pearl Inlay)

เป็นงานช่างไทย แขนงหนึ่งในงานช่างสิบหมู่ จำแนกแยกย่อยออกมาในหมู่งาน ช่างรัก

ซึ่งในงานช่างประดับมุก หมายถึง การช่างที่ใช้เปลือกหอยทะเลบางชนิด มาเลื่อย หรือ โกรก (ฉลุ) ประดับลงไปบนพื้นวัสดุ โดยมียางรัก เป็นตัวประสาน

 

คลิกที่นี่เพื่อไปอ่านเรื่องช่างประดับมุก
ขณะนี้คุณกำลังอยู่ที่ : ช่างประดับมุก (Mother of pearl Inlay) หน้าที่ ๒
งานช่างฝีมือประดับมุก โรงเรียนช่างฝีมือในวังชาย

ประวัดิความเป็นมาของช่างประดับมุก (Mother of pearl Inlay) หน้าที่ ๒

รัชกาลที่ ๔ ทรงสร้างบานประตู และบานหน้าต่างประดับมุก ณ โบสถ์พุทธรัตน หรือ พระพุทธรัตนสถาน ซึ่งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นใน พระบรมมหาราชวัง (สร้างถวายอุทิศแด่รัชกาลที่ ๒) นอกจากนั้นยังมีปรากฏลวดลายประดับมุกเป็นลายฝรั่ง เป็นลายก้านแย่ง ที่วัดกัมมาตุยาราม อยู่ที่เยาวราช

รัชกาลที่ ๕ ทรงสร้างบานประตูและบานหน้าต่างประดับมุำก ลวดลายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ปัจจุบันอยู่ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เดิมอยู่ที่พุทธปรางค์ปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งถูกไฟไหม้แต่สามารถถอดบานประตูและบานหน้าต่างประดับมุก ออกมาได้ทันการณ์

รัชกาลที่ ๖ จนถึงปัจจุบันไม่มีการจัดสร้างบานประตูและหน้าต่างประดับมุก

วัสดุ–อุปกรณ์ในงานช่างประดับมุก

ในงานช่างประดับมุกมีการใชัวัสดุ–อุปกรณ์หลายประเภท ประกอบด้วยเครื่องมือหลัก เครื่องมือหนัก และอุปกรณ์เสริมต่างๆ ดังรายละเอียดดังต่อไปนี้

สภาพภายนอกของหอยมุกไฟ เมื่อผ่านกระบวนการขัดหินปูนที่เกาะอยู่ออก เปลือกหอยจะมีสีออกเขียว บางท้องถิ่นจึงเรียกว่า หอยโข่งเขียว

รูปภาพ สภาพภายนอกของหอยมุกไฟ เมื่อผ่านกระบวนการขัดหินปูนที่เกาะอยู่ออก เปลือกหอยจะมีสีออกเขียว บางท้องถิ่นจึงเรียกว่า หอยโข่งเขียว สภาพก่อนขัดผิวสีเขียวออก

เปลือกหอยที่ใช้ในงานประดับมุก จัดแบ่งตามความสวยงามมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด ดังนี้

๑. หอยมุกไฟ (ระดับความสวยงาม ๕ ดาว สวยที่สุด) หรือ หอยอูด หรือ หอยโข่งเขียว หรือ หอยโข่งทะเลน้ำลึก ขึ้นอยู่กับแต่ละท้องถิ่นจะเรียกชื่อแตกต่างกันไป เนื้อหอยสามารถนำมาประกอบอาหารได้ เปลือกหอยชนิดนี้เมื่อนำขึ้นมาจากทะเลผิวด้านนอกจะถูกเคลือบไว้ด้วยหินปูน (แคลเซียมคาร์บอเนต) ซึ่งมีความหนาไม่เท่ากัน ผิวด้านในท้องหอยจะเคลือบด้วยสารที่ขับออกมาจากตัวหอย (น้ำลายหอย) จึงต้องนำไปผ่านกระบวนการขัดหินปูนที่เกาะอยู่ด้านนอกออก จึงจะปรากฏความแวววาว และสวยงามเมื่อกระทบกับแสงสว่าง เป็นประกายสีรุ้ง ๗ สี จากลักษณะดังกล่าวมาข้างต้น จึงถูกเรียกว่า “หอยมุกไฟ” ปัจจุบันหอยมุกไฟในประเทศไทยได้หมดไปแล้ว ต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ ได้แก่ประเทศพม่า อินเดีย ราคากิโลกรัมละประมาณ ๒,๕๐๐ บาท ถึง ๓,๐๐๐ บาท ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเปลือกหอย (เดิมในประเทศไทยพบในแถบทะเลอันดามัน)

คุณสมบัติพิเศษของหอยมุกไฟ

สภาพภายนอกของหอยมุกไฟ เมื่อผ่านกระบวนการขัดผิวภายนอกออกทั้งหมด จะมีความแวววาวเป็นประกายสีรุ้ง

รูปภาพ สภาพภายนอกของหอยมุกไฟ เมื่อผ่านกระบวนการขัดผิวภายนอกออกทั้งหมด จะมีความแวววาวเป็นประกายสีรุ้ง