งานช่างประดับมุก (Mother of pearl Inlay)

เป็นงานช่างไทย แขนงหนึ่งในงานช่างสิบหมู่ จำแนกแยกย่อยออกมาในหมู่งาน ช่างรัก

ซึ่งในงานช่างประดับมุก หมายถึง การช่างที่ใช้เปลือกหอยทะเลบางชนิด มาเลื่อย หรือ โกรก (ฉลุ) ประดับลงไปบนพื้นวัสดุ โดยมียางรัก เป็นตัวประสาน

 

คลิกที่นี่เพื่อไปอ่านเรื่องช่างประดับมุก
ขณะนี้คุณกำลังอยู่ที่ : งานเขียนระบายสีน้ำกาว (ต่อจากหน้าที่ผ่านมา)
ภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพมหานคร

งานเขียนระบายสีน้ำกาว (ต่อจากหน้าที่ผ่านมา)

สีแต่ละประเภท ตามกล่าวนี้ ได้รับการเตรียม ด้วยการป่นให้เป็นฝุ่น มีคุณลักษณะเป็นสี แต่ไม่มีคุณสมบัติใน การจับติดพื้นที่จะใช้รองรับการเขียนระบาย ดังนี้ สีแต่ละสีจึงต้องการสิ่งช่วยประสานสี ให้จับติดพื้นที่ต้องการเขียนระบายนั้น สิ่งที่ว่านี้คือ กาว และ ยางไม้อย่างใดอย่างหนึ่ง ช่างเขียนรูปภาพแบบไทยประเพณีแต่สมัยโบราณนิยม ใช้ยางไม้ที่เก็บจากต้นมะขวิด นำมาละลายในน้ำร้อน ให้เป็นน้ำยางเหลว และ ใสใช้ผสมสีฝุ่นสำหรับเขียนระบายรูปภาพ และลวดลาย สมัยหลังช่างเขียน เปลี่ยนไปนิยมใช้กาวชนิดหนึ่ง เรียกว่า “กาวกระถิน” แทน เนื่องจากสามารถหาซื้อได้ง่ายกว่า กาวหรือยางไม้ ซึ่งช่างเขียนได้ใช้ผสมกับสีฝุ่น เพื่อใช้ระบายรูปภาพ หรือลวดลาย บางทีเรียกว่า “น้ำยา”

งานเขียนรูปภาพแบบไทยประเพณี มีคตินิยมที่สำคัญประการหนึ่ง คือ นิยมใช้ทองคำเปลว ปิดประกอบร่วมกับการเขียน เพื่อแสดงให้เห็นความสำคัญ หรือ แสดงคุณค่าขององค์ประกอบของรูปภาพ หรือ ลวดลายตามความประสงค์ของช่างเขียน ซึ่งช่างเขียนได้ใช้ยางไม้ชนิดหนึ่ง คือ ยางสด ที่กรีด และ เก็บมาจากต้นมะเดื่อชุมพร ลักษณะเป็น น้ำยางสีขาว เหนียวพอสมควร ใช้ทาลงบนพื้น บริเวณที่ต้องการจะปิดทองคำเปลวแต่เพียงบางๆ ผึ่งทิ้งไว้ให้ยางหมาดพอสมควร จึงปิดทองคำเปลว ติดเข้ากับบริเวณที่ทายางไว้ ทองคำเปลวจะติดแนบกับพื้นถาวร

รูปภาพ จิตกรรมฝาผนัง วัดท่าสุทธาวาส จังหวัดอ่างทอง

รูปภาพ จิตกรรมฝาผนัง วัดท่าสุทธาวาส จังหวัดอ่างทอง 

ในการปฏิบัติงานเขียนระบายรูปภาพ ช่างเขียนแต่กาลก่อน ต้องเตรียมการจัดหาวัสดุ เตรียมทำเครื่องมือ สำหรับเขียนระบายรูปภาพ ด้วยตนเองทั้งสิ้น ทั้งนี้เนื่องด้วยไม่มีที่จะหาซื้อสี น้ำยา เครื่องมือ ฯลฯ ได้ง่ายดังเช่นในปัจจุบัน ช่างเขียนแต่ก่อน ต้องเรียนรู้ และ ฝึกหัดทำพู่กันด้วยขนหูวัว ทำแปรงสำหรับระบายสีขึ้น จากเปลือกต้นกระดังงา และรากของต้นลำเจียก เป็นต้น และ ยังได้ใช้กะลามะพร้าวซีกที่เรียกว่า “กะลาตัวเมีย” คือกะลาซีก ที่ไม่มีรู นำมาใส่สี แต่ละสี และ ผสมน้ำยาไว้พร้อมที่จะเขียนระบายรูปภาพ

งานเขียนระบายรูปภาพ ด้วยสีน้ำกาว หรือสีฝุ่น อาจทำลงบนพื้นได้หลายชนิดด้วยกัน คือพื้นฝาผนังถือปูน บนโครงสร้างก่อด้วยอิฐ พื้นผนังที่เป็นไม้ พื้นชนิดผ้า และพื้นชนิดกระดาษ

งานของช่างเขียน ในขั้นปฏิบัติการเขียนระบายสี ทำเป็นรูปภาพแบบไทยประเพณี ที่ได้ถือเป็นแบบแผนกันอยู่ในหมู่ช่างเขียน มาแต่กาลก่อน อาจลำดับการปฏิบัติการเขียนระบายสี เป็นขั้นตอนต่อไปนี้

งานปฏิบัติการเขียนร่างภาพ จัดเป็นการปฏิบัติงานขั้นพื้นฐาน ของการเขียนระบายสี ให้เป็นรูปภาพ ช่างเขียนแต่ก่อน ร่างภาพขึ้นด้วยการใช้ “ถ่านไม้” ซึ่งทำด้วยต้นพริกเผา ให้เป็นถ่านแท่งขนาดเสมอด้วยแท่งดินสอดำ ในปัจจุบันมักใช้ร่างภาพบนฝาผนัง บนพื้นไม้ และ บนพื้นผ้า ส่วนการร่างภาพบนกระดาษ จะใช้ดินสอโบราณชนิดหนึ่ง เรียกว่า “ดินสอแก้ว” ทำด้วยตะกั่วตีเป็นแท่งกลม ปลายทั้งสองทำให้เรียวแหลม ใช้ร่างเส้นลงบนกระดาษ จะปรากฏเป็นเส้นสีเทาอ่อน การร่างรูปภาพ หรือ ลวดลายสำหรับเป็นเค้าโครง เพื่อจะได้เขียนระบายสีทับลง เป็นรูปภาพ หรือ ลวดลายให้ชัดเจน และ สวยงามนั้น มักร่างด้วยเส้นขึ้นเป็นรูปภาพหยาบๆ พอให้เป็นเค้ารูป พอเป็นกลุ่มองค์ประกอบ ที่มีความสัมพันธ์กันพอประมาณ ยังไม่จำเป็นต้องเขียนส่วนย่อย ส่วนละเอียดแต่อย่างใด

งานปฏิบัติการเขียนระบายสี การระบายสี หรือ ภาษาช่างเขียนเรียกว่า “ลงสี” ช่างเขียนมักลงสี บริเวณพื้นที่ ส่วนที่เป็นฉากหลัง เช่น พื้นดินเขามอ ป่าไม้ ท้องทะเล ท้องฟ้า บ้านเมือง เสียก่อน จึงลงสีในส่วนที่เป็นรูปภาพคน ภาพสัตว์ ที่แสดงเรื่องราวต่างๆ อยู่บนฉากหลัง

เมื่องานระบายสี หรือ ลงสีทำเป็นรูปภาพชั้นต้นล่วงแล้ว งานของช่างเขียน ขั้นถัดมาคือ งานปิดทองคำเปลว เพื่อประสงค์ ในการเน้นความสำคัญของตัวภาพเด่นๆ หรือ ส่วนประกอบร่วม ตอนใดตอนหนึ่ง เป็นต้นว่า เครื่องศิราภรณ์ เครื่องประดับร่างกาย ยานพาหนะ พระราชมณเฑียร ฯลฯ ให้ปรากฏโดดเด่น เป็นที่น่าสนใจยิ่ง