การถักตาชุน (Ta-chun)

ถุงตะเคียวสำหรับใส่หลอดยาดมส้มโอมือฯ
ขณะนี้คุณกำลังอยู่ที่ : ระเบียบการปกครองประเทศ
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑

ระเบียบการปกครองประเทศ

พระราชกรณียกิจส่วนใหญ่ที่ได้ทรงปฏิบัติอยู่ตลอดรัชกาล คือ การรักษาประชาชน คำว่า รักษาในที่นี้หมายถึงปกครองให้ร่มเย็นเป็นสุข อยู่ดีกินดี การที่จะปกครองชนหมู่มากเช่นนี้ให้เป็นสุข จำต้องมีกฎมีระเบียบออกมาบังคับเมื่อเกิดขัดแย้งกัน จึงต้องมีกฎหมายออกมาควบคุม กฎหมายอันมีใช้อยู่นั้น เป็นของมีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา พุทธศักราช ๒๓๗๗ เป็นส่วนที่เหลือรอดพ้นจากการทำลาย ก่อนจะมีการตรากฎหมายนั้นได้ทรงปรึกษาผู้มีความรู้กฎหมายมาก่อน การก็เรียบร้อยมาจนกระทั่งถึง พุทธศักราช ๒๔๔๗ ได้เกิดคดีอันแสดงว่าตัวบทกฎหมายนั้นฟั่นเฝือไม่ถูกต้องทำนองคลองธรรม

กฎหมายเหล่านี้ ถึงแม้จะมีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา แต่ก็ฟั่นเฝือไม่ครบบริบูรณ์ เมื่อได้ชำระสะสางในรัชกาลนี้ ก็มิได้มีหลักฐานว่าส่วนใดเป็นส่วนที่ตราขึ้นใหม่ แต่ข้อที่ว่า “ทรงชำระดัดแปลงซึ่งบทอันวิปลาสนั้นให้ชอบโดยยุติธรรม” ก็เป็นหลักฐานแสดงว่า ได้ทรงพิจารณากฎหมายเหล่านั้น จนเป็นที่หมดจดถูกถ้วนแล้ว จึงประกาศให้ใช้เป็นกฎหมายได้ กฎหมายทั้งปวงที่ออกมานี้มีส่วนหนึ่งที่เรียกว่า พระราชกำหนดใหม่ เป็นกฎหมายที่ออกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโดยเฉพาะ พระราชกำหนดเหล่านี้ได้ แสดงถึงพระปรีชาสามารถในด้านกฎหมาย ความเอาพระราชหฤทัยใส่ในทุกข์สุขของราษฎรในด้านต่างๆ ควรจะได้แจกแจงดังต่อไปนี้

พระราชกำหนดใหม่มีทั้งหมด ๔๕ ข้อ ทั้ง ๔๕ ข้อนี้มิได้ตราขึ้นคราวเดียวกัน แต่ตราขึ้นเป็นลำดับตั้งแต่ปีที่เสด็จขึ้นเสวยราชย์ ลางปีก็ตราหลายข้อ ลางปีก้มีข้อเดียว ลางปีก็ไม่มีเลย เป็นการตราขึ้นตามสถานการณ์ และเหตุการณ์ในตอนนั้น พระราชกำหนดข้อแรกตราเมื่อพุทธศักราช ๒๓๒๕ ข้อสุดท้ายตราเมื่อพุทธศักราช ๒๓๔๗

เนื้อหาของพระราชกำหนดดังกล่าวแบ่งได้เป็นส่วนใหญ่ๆ ดังนี้คือ ส่วนที่เกี่ยวแก่องค์พระมหากษัตริย์ มีเรื่องให้เจ้าหน้าที่ตรวจทาง และรักษาพระองค์ในเวลาเสด็จพระราชดำเนิน ห้ามฟ้องเรียกทรัพย์ถวายพระเจ้าอยู่หัว และถวายเจ้านายต่างๆ ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาให้ไหว้พระรัตนตรัยก่อนรูปพระเชษฐบิดร เป็นต้น

ส่วนที่เกี่ยวแก่ศีลธรรมของราษฎร เช่น ให้ชนทุกชั้นตั้งอยู่ในกุศลกรรม ๑๐ ประการ ให้นับถือเทพารักษ์แต่พอควรห้ามอย่าให้นับถือลึงค์ ห้ามเล่นพนันชนไก่ ชนนก กัดปลา เป็นต้น

ส่วนที่เกี่ยวกับการคุมกำลังคน และการเรียกคนเข้ารับราชการ เช่น โทษเลกหนีราชการเมื่อข้าศึกมาถึงเขตเมือง ห้ามผู้ต้องเกณฑ์จ้างงานผู้อื่นไปแทน โทษผู้ยังเลก ถ้าว่าเป็นทาสให้นายเงินสาบานตัว เป็นต้น

ส่วนที่เกี่ยวแก่เศรษฐกิจ เช่น กำหนดอัตราใช้เบี้ย ๔๐๐ ต่อเฟื้อง กำหนดราคาข้าว และห้ามกักข้าว ห้ามลักลอบต้มกลั่นสุรา ห้ามขายข้าวลงเรือสำเภา เป็นต้น

ส่วนที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม เช่น ให้ชาวบ้านคอยจับผู้ร้ายที่ทำอันตรายแก่พระพุทธรูป พระสถูปเจดีย์ ห้ามสร้างเครื่องโขนละครเหมือนแบบเครื่องต้น ห้ามเก็บอัฐิไปทิ้งไว้ในกุฎีหาร ส่วนที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของเด็ก ได้แก่ พระราชกำหนดเรื่องการแต่งตัวเด็ก เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าเนื้อหาของพระราชกำหนดใหม่ครอบคลุมเรื่องโดยทั่วไป แสดงให้เห็นพระราชภารกิจ ในการการปกครองบ้านเมืองว่าเกี่ยวเนื่องไปในทุกๆ ด้าน ได้เอาพระทัยใส่ในเรื่องความเป็นอยู่ ในเรื่องสังคม ศีลธรรมจรรยาต่างๆ จากพระราชกำหนดนี้เอง ที่เราสามารถศึกษาพระราชดำริในแง่ต่างๆ ได้ เช่น ในพระราชกำหนดว่าด้วยห้ามฟ้องเรียกทรัพย์ถวายพระเจ้าอยู่หัว และถวายเจ้านายต่างๆ มีพระราชปรารภขึ้นต้นว่า

“ทุกวันนี้หาเอื้อเฟื้อพัสดะเงินทองไม่ รักพระศาสนาอนาประชาราษฎรยิ่งกว่าพัสดะเงินทองร้อยเท่าพันทวีอีก ตั้งพระไททำนุบำรุงบวรพุทธศาสนา ไพร่ฟ้าประชากรให้อยู่เย็นเป็นศุกข ทรงพระราชดำริตริตรองตามทำนองคลองราชประเวณีบรมกระษัตราธิราชแก่ปางก่อน ซึ่งเสวยราชสมบัติอยู่ในยุติธรรมนั้น ราชวงษ อนุวงษาชาเจ้าเง่ายุพราช เสนาพฤฒามาตยราชมนตรี ก็ตั้งอยู่ในทางธรรมตามพระธรรมสาตราราชสาตรพระธรรมนูญ พระราชกำหนดบทพระอายการ ตามบุราณประเพณี รักษาแผ่นดินโดยยุติธรรม ไพร่ฟ้าประชากรได้อยู่ศุกรเย็นใจ บ้านเมืองก็สมบูรณ อันตรายมิได้”

ในพระราชกำหนดที่ทรงตักเตือนข้าราชการ ก็ได้ตราขึ้นไว้ว่า

“บันดาเสวกามาทราชบรรพสัตว์ฝ่ายหน้า แลท้าวนางชะแม่พระสนมกำนันทนายเรียนจ่าโขลน แลข้าหลวงกรมพระราชบวรฯ ข้าเจ้าต่างกรมแลหากรมมิได้ ผู้รักษาเมืองกรมการทั้งปวง ให้ตั้งดำรงจิตร อยู่ในคดีธรรมทังสี่ และรักษาศิลสัจนั้นให้บริสุทธ…ก็จะบังเกิดศุข…แลมาบัดนี้คบกันเสพสุราเบี้ยบ่อนเปนทางทุจริต ครั้งสิ้นชีวิตร แล้วก็จะไปทนทุกขเวทนาในนรกนั้นช้านาน…ตั้งแต่นี้สืบไปเมื่อหน้า ผู้ใดยังเสพสุรายาเล่นเบี้ยบ่อนแทงกำ…จะให้ลงพระราชอาญาเฆี่ยนสามยก”

พระราชกำหนดทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าพิจารณาโดยดูจากการตัดสินเอาโทษแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงใช้คติทางพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น จึงเป็นเหตุให้กฎหมายที่ทรงตราขึ้นมีความยุติธรรมตามครรลองแห่งพระพุทธศาสนา

ในบรรดาพระราชกำหนดทั้งหมด ส่วนที่ทรงเป็นห่วงใยราษฎรนั้น มีมากกว่าส่วนอื่นทั้งหมด จะคัดมาเป็นตัวอย่างดังนี้

“พระราชกำหนดว่าด้วยไพร่ที่ทุกขยากขายตัวเป็นทาส ทรงพระราชดำริว่า ไพร่เช่นนี้ต้องทำราชการให้แก่หลวงเดือน ๑ แล้วทำงานรับใช้เจ้าเงินเดือนหนึ่ง ไม่มีเวลาทำมาหากินของตนเองเลย จึงทรงผ่อนฝันให้ทำราชการแก่หลวงเดือน ๑ ทำงานให้เจ้าเงินเดือน ๑ และประกอบอาชีพเดือน ๑ (พระราชกำหนดประกาศใช้ในวันพฤหัสบดี แรม ๔ ค่ำ เดือน ๑๐ พุทธศักราช ๒๓๒๗)”

ในด้านการกสิกรรมก็ได้ทรงเอาพระทัยใส่มาก เมื่อเกิดฝนแล้งในปลายปีพุทธศักราช ๒๓๓๔ ข้าวมีราคาแพง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงห่วงใยประชาชนว่าจะได้รับความเดือดร้อน ด้วยมีผู้กักตุนข้าวไว้ขายราคาแพง จึงทรงออกกฎหมายในเดือน ๑๑ พุทธศักราช ๒๓๓๕ ห้ามกักตุนข้าว และกำหนดราคาซื้อขายทั่วทั้งหมายสม กำหนดโทษผู้ไม่ทำตามถึงประหารชีวิต ผู้รู้เห็นเป็นใจช่วยกักตุนขายข้าวถูกลงโทษเฆี่ยนคนละสามยก แล้วให้แห่ประจานบก ๓ วัน น้ำ ๓ วัน จึงให้ส่งตัวไปตะพุ่นหญ้าช้าง

ในด้านความปลอดภัยของอาณาประชาราษฎร และการให้ความเป็นธรรมแก่ราษฎรที่มีคดีฟ้องร้อง ก็ได้ทรงตราเป็นพระราชกำหนดให้เกิดความยุติธรรมไม่ให้เกิดการกลั่นแกล้งกันได้ เช่น ในปีพุทธศักราช ๒๓๒๗ ทรงตราพระราชกำหนดใหม่ให้ความยุติธรรม ในด้านการฟ้องร้อง และการพิจารณาคดีความแพ่ง ปีพุทธศักราช ๒๓๓๔ ได้ทรงออกกฎหมายห้ามไม่ให้ตกแต่งเครื่องประดับแก่เด็กๆ หากไม่มีแม่นม หรือพี่เลี้ยงคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ

การบำรุงศิลป์

การทำนุบำรุงราษฎรนี้ ยังได้ทรงเป็นผู้คิดค้นประเพณี ได้ทรงรวบรวมนักปราชญ์ราชบัณฑิต ให้แต่งวรรณคดีที่กระจัดพลัดพลายขึ้นใหม่ไว้เป็นสมบัติแก่บ้านเมือง เช่น พระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ และบทละครเรื่องอุณรุพ เป็นต้น และได้ทรงทำนุบำรุงกวีสำคัญ เช่น เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ผู้เป็นแม่กองในการแปลสามก๊ก และราชาธิราช เป็นต้น

บทสรุป

พระราชกรณียกิจที่ได้ทรงประกอบมานี้ กอปรด้วยคุณลักษณะที่บริสุทธิ์บริบูรณ์ ทรงยึดพระพุทธศาสนาเป็นหลักในด้านความยุติธรรม ทรงบำบัดความเดือดร้อน และทรงสร้างความอยู่สุขสบายของประชาชนเป็นเรื่องใหญ่ ได้ทรงประกอบกรณีย์ อันทำให้ชาติไทยซึ่งทรุดโทรมเสียหายกลับมีร่างกายขึ้นมาใหม่ ทรงเปรียบเหมือนเป็นบิดาแห่งชาวนาไทยทั้งมวล สมดังที่มีพุทธบัญญัติว่า พระราชารักษาประชาราษฎร์เหมือนบิดารักษาบุตร (ของตน) ทุกเมื่อ