การถักตาชุน (Ta-chun)

ถุงตะเคียวสำหรับใส่หลอดยาดมส้มโอมือฯ
ขณะนี้คุณกำลังอยู่ที่ : พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงรับการอัญเชิญ จากบรรดาเสวกามาตย์ ให้รับสิริราชสมบัติผ่านสยามรัฐสีมาอาณาจักร ในปีพุทธศักราช ๒๓๒๕ นั้น บ้านเมืองได้มีเหตุการณ์ร้ายหลายอย่างเกิดขึ้น นับแต่เสียกรุงศรีอยุธยาราชธานี อันรุ่งเรืองเป็นปึกแผ่นมาช้านานให้แก่พม่า ความวิบัติพลัดพรากในครั้งนั้น สุดจะประมาณได้ วัดวาอาราม ปราสาทราชวัง สมบัติพัสถาน ย่อยยับไปในชั่วพริบตา ความสูญเสียในครั้งนั้น เป็นที่เจ็บแค้นแก่คนไทยโดยทั่วหน้า

ครั้นเมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงกอบกู้อิสรภาพได้ ก็ต้องเผชิญศึกสงคราม ทั้งภายใน และภายนอก ภายในบ้านเมืองนั้น ต้องทรงรวบรวมบรรดาผู้คนที่แตกฉานซ่านเซ็นออกเป็นก๊ก เป็นเหล่าต่างๆ รวมทั้งต้องพยายามวางรากฐาน ในการปกครองไปพร้อมๆ กันเท่าที่โอกาสจะอำนวยให้ สงครามภายนอกอันได้แก่พม่า ก็เป็นพระราชภาระอันหนักอยู่ตลอดรัชกาล ด้วยพม่ายังมิยอมเสียอำนาจการปกครองไทยไปโดยง่าย ยังคงมั่นหมายในอันจะทำให้ประเทศไทยเป็นเมืองขึ้นให้จงได้ จึงไม่มีโอกาสที่จะทำนุบำรุงเมืองให้ปรกติสุขได้เท่าใดนั้น ซ้ำร้ายปลายรัชกาล พระเจ้าแผ่นดินมีพระสัญญาวิปลาสเกิดจลาจลเป็นทุกข์เข็ญขึ้นกลางเมือง ในเวลาอันล่อแหลมเช่นนั้นอีก ในจดหมายเหตุของกรมหลวงนรินทรเทวี มีข้อความบรรยายสภาพการณ์ตอนนี้ได้ดียิ่งว่า

“เหตุผลกรรมของสัตว์พื้นแผ่นดินร้อน  ราษฎรเหมือนผลไม้   เมื่อต้นแผ่นดินเย็นด้วยพระบารมี  ซุ่มพื้นชื่นยลจนมีแก่น   ปลายแผ่นดินแสนร้อนรุ่มสุมรากโคน  โค่นล้มถมแผ่นดิน   ด้วยสิ้นพระบารมีเพียงนั้น”

พระราชปณิธาน

เมื่อพิจารณาสภาพทั้งปวง ของบ้านเมืองในเวลานั้น ก็จะเห็นได้ว่า การที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงรับสิริราชสมบัติ ก็เท่ากับการรับพระราชภาระทั้งมวล ในอันที่จะดับความเดือดร้อนทั้งหลาย ทั้งปวงด้วย ถ้าจะเปรียบประเทศไทยในคราวนั้น ก็เหมือนกับร่างกายของคน ที่อ่อนแอมีโรครุมอยู่แล้ว ยังต้องมาโดนทำร้ายจนบาดเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่า พระราชภาระที่ทรงรับไว้จึงใหญ่หลวงนัก ต้องทรงแก้ไขเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกไม่ให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ดังเช่นที่เกิดแก่กรุงศรีอยุธยาได้อีก ด้วยความตระหนักแน่ ในพระราชหฤทัยถึงพระราชภาระทั้งมวล จึงได้ตั้งพระราชปณิธานไว้สามประการ ดังปรากฏในนิราศรบพม่าท่าดินแดงว่า

“ตั้งใจจะอุปถัมภก   ยอยกพระพุทธศาสนา  จะป้องกันขอบขัณฑสีมา  รักษาประชาชนและมนตรี”

ถ้าจะแยกพระราชปณิธาน ก็จะได้เป็น ๒ หมวดใหญ่คือ การภายนอก ได้แก่การป้องกันขอบขัณฑสีมา การภายในได้แก่ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และการปกครองประชาชน

พระราชปณิธานทั้ง ๒ ประการนี้แสดงให้เห็นน้ำพระทัย ที่ยืดมั่นในบวรพระพุทธศาสนา และพระอัจฉริยภาพในการปกครองของพระองค์ ทั้งแสดงว่าได้ทรงเห็นเหตุการณ์ จำเป็นในภายหน้าอย่างถ่องแท้ทุกด้าน ที่จะต้องปฏิบัติ เพื่อความตั้งมั่นเจริญวัฒนาของสยามประเทศต่อไป