การถักตาชุน (Ta-chun)

ถุงตะเคียวสำหรับใส่หลอดยาดมส้มโอมือฯ
ขณะนี้คุณกำลังอยู่ที่ : หน้าแรก หรือ หน้าโฮมเพจ

สิ่งที่ท่านควรทราบและทำความเข้าใจเกี่ยวกับเราฯ

เว็บไซต์ ช่างสิบหมู่ดอดคอม เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลหรือเป็นส่วนบริหารและจัดการงานของภาคเอกชนครับ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่นใดของรัฐบาล อีกทั้งยังมิได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานหรือองค์กรใดๆ ทั้งสิ้น

วัตถุประสงค์หลักของเรา คือ งานด้านการเผยแพร่องค์ความรู้ โดยอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ประกอบกับผู้เขียนเว็บไซต์ ได้มีโอกาสศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับวิชางานช่างของไทยในเชิงลึก เพื่อนำเสนอความรู้สู่สาธารณะโดยมิได้แสวงหาผลตอบแทนใดๆ

ผมมักจะบอกกับผู้ที่สนใจงานช่างแขนงต่างๆ อยู่เสมอว่า “เราเป็นสื่อกลางระหว่างผู้ที่สนใจงานช่างฯ กับช่างซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ในวิชาช่างแขนงนั้น ซึ่งอาจจะมีทั้งช่างที่ดีซึ่งสมควรได้รับการส่งเสริมในด้านต่างๆ ให้พวกเขาเหล่านั้น ได้มีกำลังใจในการสืบสานงานช่างของไทย ให้มีอยู่และคงอยู่สืบต่อไป ในทางกลับกันช่างฯ ที่ไม่สมควรได้รับสนับสนุนก็มีเช่นเดียวกัน ซึ่งตัวท่านเองและผู้ที่เคยติดต่อสัมพันธ์กับเขาเหล่านั้น ย่อมจะเป็นสิ่งสะท้อนให้เราทราบด้วยเช่นกัน”

กรมช่างสิบหมู่ (Department of the Ten Crafts)

งานช่างเครื่องสด

งานเครื่องสด ได้แก่ งานช่างแกะสลักของอ่อน งานช่างแทงหยวก และงานช่างประดิษฐ์ดอกไม้

จิตกาธานของหลวงตามหาบัว (ญาณสัมปันโณ) เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ใช้งานเครื่องสด อันประกอบไปด้วย งานแกะสลักของอ่อน งานช่างแทงหยวก และงานช่างประดิษฐ์ดอกไม้สด


กรมช่างสิบหมู่ เป็นกรมช่างหลวง กรมใหญ่กรมหนึ่งมาแต่สมัยโบราณ ลักษณะ และความสำคัญของช่างสิบหมู่ และกรมช่างสิบหมู่นี้ พึ่งทราบได้จากพระราชดำรัส ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแถลง พระบรมราชาธิบาย แก้ไขการปกครองแผ่นดิน เมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๐ ทรงมีพระราชดำรัสเรื่อง “กรมช่างสิบหมู่” ขึ้นไว้ให้ทราบดังนี้

“ส่วนซึ่งแบ่งปัน ฝ่ายทหารแต่ทำการฝ่ายพลเรือนนั้น คือ กรมช่างสิบหมู่ ซึ่งแบ่งไว้ในฝ่ายทหารนั้น ก็คงจะ เป็นด้วยช่างเกิดขึ้นในหมู่ทหาร เหมือนทหารอินเยอเนีย แต่ภายหลังมา เมื่อทำการต่างมากขึ้น จนถึงเป็นการละเอียด เช่น เขียน ปั้น แกะสลัก ก็เลยติดอยู่ในฝ่ายทหาร แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดในราชการทหาร ไม่ได้ขึ้นกรมพระกลาโหม มีแต่กองต่างหาก แม่กองนั้น มักจะเป็นเจ้านายโดยมาก เมื่อเกิดช่างอื่นๆ ขึ้นอีกก็คงอยู่ในกรมเดิม ฝ่ายพลเรือนบ้าง ทหารบ้าง ไม่เฉพาะว่ากรมช่าง จะต้องเป็นทหาร”

อนึ่ง การช่างต่างๆ ในกรมช่างสิบหมู่นี้ มีช่างทำการร่วมอยู่ด้วยกันหลายประเภท นับเป็นกรมช่างใหญ่ และ เป็นส่วนราชการแต่โบราณ ที่ได้จัดการรวบรวมคน ที่เป็นช่างประเภทต่างๆ มาประจำทำราชการทางการช่าง สนองราชกิจ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นช่างที่ชำนาญการเฉพาะประเภท มีอยู่จำนวนมากกว่าในกรมอื่นๆ

“กรมช่างสิบหมู่” เป็นชื่อส่วนราชการเมื่อสมัยโบราณส่วนหนึ่ง ที่มีฐานะ และความสำคัญระดับ “กรม” ตามขนบนิยม และ ระเบียบการบริหารราชการแต่สมัยก่อน

ชื่อ “กรมช่างสิบหมู่” ย่อมบอกความหมายอยู่ในตัวเองว่า เป็น “กรม” หรือ ส่วนราชการ ที่เกี่ยวกับการช่าง ต่างๆ มีอยู่หลายพวก หลายหมู่ด้วยกัน ทั้งนี้พิจารณาได้จากคำว่า “สิบหมู่” ที่อยู่ต่อข้างท้ายคำว่า “ช่าง” ย่อมแสดงความหมายให้ทราบได้ว่า เป็นกรมที่ข้าราชการในกรม เป็นช่างต่างจำพวกกัน ร่วมกับราชการอยู่ที่นั้น ประมาณได้ “สิบหมู่” ซึ่งจัดว่า เป็นส่วนราชการทางการที่ใหญ่ และสำคัญกรมหนึ่ง

กระนั้นก็ตามชื่อว่า “กรมช่างสิบหมู่” หรือ คำว่า “ช่างสิบหมู่” ยังดูจะเป็นปัญหาว่า มีข้าราชการเป็นช่างทำการช่างต่างๆ อยู่เพียง ๑๐ ประเภท หรือ ๑๐ หมู่เท่านั้น หรือ จึงได้รับการกำหนดชื่อ ขนานนามว่า “กรมช่างสิบหมู่” ทั้งนี้ เนื่องด้วยมีพระนิพนธ์ ของพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าประดิษฐวรการ ผู้บัญชาการกรมช่างสิบหมู่ ในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นโครง ว่าด้วยช่างจำพวกต่างๆ บรรดาที่สังกัดอยู่ในกรมช่างสิบหมู่ ที่พระองค์ทรงกำกับราชการอยู่สมัยนั้น มีจำพวกช่าง จำนวนมากกว่า ๑๐ หมู่ ดังความตามโคลงพระนิพนธ์ ต่อไปนี้


แหล่งที่มา จากหนังสือ ช่างสิบหมู่ โดย การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย, 2540

ยางรักกับศิลปไทย

ต้นรัก (Lacquer Tree)

ต้นรักใหญ่กำลังผลิดอก

ต้นรัก หรือ(Lacquer Tree) มีชื่อทางภาษาพฤกษศาสตร์ว่า MELONORRHOEA USITATA หรือในแต่ละภาคของประเทศไทยเรียกชื่อต่างๆ กัน ดังต่อไปนี้

การสร้างสรรค์ศิลปวัตถุที่จัดเป็นงานศิลปไทยนั้น ยางรักเป็นวัสดุปัจจัยสำหรับการสร้างสรรค์อยู่หลายประเภทด้วยกัน ทั้งนี้เนื่องด้วยยางรักมีคุณสมบัติดังกล่าวข้างต้น ยางรักจึงเป็นปัจจัยให้การสร้างงานศิลปไทยเป็นที่สำเร็จประโยชน์ได้หลายประเภท ดังลำดับให้ทราบโดยสังเขป ในที่นี้ต่อไปนี้

ยางรักในงานสถาปัตยกรรม

การใช้ยางรักในงานสถาปัตยกรรมอย่างไทยประเพณี ที่มีมาแต่กาลก่อน อาจนำมาอ้างถึงพอเป็นอุทาหรณ์ ณ ที่นี้ พึงทราบได้ ดังนี้

เมื่อปลายสมัยอยุธยา มีหลักฐานที่เป็นเอกสารพรรณนาว่าด้วย การใช้ยางรักในงานสถาปัตยกรรม ปรากฏในเอกสารเรื่อง “คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม” หรือ “เอกสารจากหอหลวง” อ้างถึงพระตำหนักที่ประทับของเจ้านายพระราชวังหลวงสมัยนั้น ปรากฏอยู่หลายแห่ง ดัง

“ด้านเหนือ มีพระตำหนัก ปลูกปักเสาลงในสระด้านเหนือหลังหนึ่ง ห้าห้องฝากระดานเขียนลายรดน้ำ ทองคำเปลวพื้นทารัก มีฉ้อฟ้าหางหงษ มุขซ้อนสองชั้น… ในสระหว่างมุขโถงด้านใต้นั้น ปลูกพระที่นั่งปรายข้าวตอกหลังหนึ่ง เสาลงในสระ หลังคามีฉ้อฟ้าหางหงษ มุขซ้อนสองชั้น ฝาไม่มี มีแต่ลูกกรงมะหวดรอบพระเฉลียง เสาราย ทารัก เขียนทองคำเปลวทรงข้าวบิณฑ์


แหล่งที่มา จากหนังสือ สัมมนาวิชาการ ศึกษายางรักเพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดย กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม, 2551
การถักตาชุน

ถุงตาเคียวหรือถุงตะเคียว

งานเครื่องสด ได้แก่ งานช่างแกะสลักของอ่อน งานช่างแทงหยวก และงานช่างประดิษฐ์ดอกไม้

ถุงตะเครียว ถุงตะเคียว หมายถึง ถุงที่ถักด้วยด้ายหรือไหมเป็นต้นเป็นตาโปร่งมีหูรูด สําหรับหุ้มถลกบาตร (ใช้เฉพาะในพิธีอุปสมบท) : การสะกดคำ และความหมายตาม พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๕๔. หน้าที่ ๕๓๓.


ขออนุญาตเกริ่นนำก่อนเข้าเรื่อง “การถักตาชุน” … ผมเองก็พอทราบ ๆ มาว่าต้นตำรับการถักตาชุน มีมาแต่ในวังเมื่อนานนมมาแล้ว มีการสืบสายสืบทอดสอนกันมาจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบันนี้ เมื่อย้อนกลับไปหาต้นสายปลายเหตุเอากันจริง ๆ ว่ามีมาแต่เมื่อใดนั้น เป็นเรื่องยากลำบาก เนื่องจากไม่ค่อยมีผู้ใดจดบันทึกไว้ให้แน่ชัด หรืออาจจะมีแต่ก็จะไปหาอ่านศึกษายากมาก ท่านที่เป็นหนอนหนังสือทั้งหลายก็อาจจะคงเคยเห็นผ่านหูผ่านตากันมาบ้าง (หากมีท่านใดมีข้อมูลก็สามารถนำมาแบ่งปันกันได้ครับ เพื่อเป็นวิทยาทานให้กับผู้ที่สนใจสืบต่อไป) การที่เราจะเผยแพร่ข้อมูลเรื่องใด ๆ นั้น หากมีข้อมูลอ้างอิงที่ถูกต้องเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หากมีใครมาถามเรา ๆ ก็จะสามารถตอบไปได้อย่างเต็มภาคภูมิ ไม่ต้องมโนเอาเอง เมื่อหันกลับมาดูอะไรที่เป็นหลักฐานจำต้องได้ ที่ปรากฏให้เห็นกันอยู่ ก็น่าจะเป็นวัตถุของโบราณที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในมือนักสะสม หรือในพิพิธภัณฑ์ เป็นการยากที่จะระบุให้ชัดเจนว่าการถักตาชุนเริ่มมีมาแต่เมื่อใด มีเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น ในเบื้องต้นนี้ ขออนุญาตใช้ของใกล้มือมาอ้างอิง เป็นหนังสือเนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ในรัชกาลที่ ๕ ซึ่งมีเรื่อง “การถักตาชุน ยังไม่สูญ” (หม่อมหลวงพำนักเนตร สนิทวงศ์) โดยขออนุญาตนำเนื้อหาบางส่วนที่กล่าวถึงเรื่องการถักตาชุน ดังนี้ (สำหรับท่านที่สนใจสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือข้างต้นครับ ซึ่งมีหลายเรื่องที่น่าสนใจ…)

… สิ้นคุณป้าก็เท่ากับว่าขาดผู้ที่จะฝึกสอนฝีมือยอดเยี่ยมไป ซึ่งจะหาที่ไหนคงไม่มีเหมือน แม้แต่เรื่องเกี่ยวกับเจ้านายในวังสมัยโบราณ คุณป้าก็จะเป็นผู้เล่าให้หลาน ๆ ฟัง เกี่ยวกับตัวท่านและเจ้านายเมื่อสมัยเด็ก ๆ ทำให้หลานได้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลินกับการเล่าของคุณป้าเสมอ ๆ คุณป้าสอนถักตาชุนหรือที่ถักเป็นสะไบแล้วเขาเรียกกันว่า “กรองทอง” ยิ่งมาระยะที่เข้ามาอยู่ในวังสวนจิตร ฯ คุณป้าก็ยิ่งเคี่ยวเข็ญ

ซึ่งการถักตาชุนนี้เป็นของโบราณ คุณป้าท่านเล่าว่า เจ้านายผู้หญิงเล็ก ๆ ในวังส่วนมากจะทรงหัดถักไหมทองกันทั้งนั้น ท่านจะพูดเสมอว่า เด็กรุ่นใหม่นี้ส่วนมากจะไม่รู้จักการถักชนิดนี้เลย หลานเองมารู้จักเอาอายุตั้งสิบหกแล้ว เพราะคุณป้ากรุณาสอนให้ เวลาถักถวายบางครั้งเกิดปัญหาเกี่ยวกับการถัก คุณป้าจะเป็นที่พึ่งให้คำแนะนำและก็ทำสำเร็จเสมอมา

สำหรับเครื่องมือการถักนั้น แรกหัดใหม่ ๆ คุณป้าท่านจะให้ถักด้วยด้าย DMC เบอร์สี่สิบก่อน เตรียมการเครื่องมือการถัก ๑. ด้าย DMC หนึ่งกลุ่ม ๒. เข็มร้อยมาลัยตัดหัวท้ายให้ยาวประมาณเจ็ดหรือแปดนิ้วฟุต ฝนหัวท้ายให้มนไม่ขรุขระ เข็มมาลัยนี้ไว้สำหรับทำตาเท่านั้น ๓. กระสวยพันด้าย (กระสวยถัก) กับเศษผ้ากว้างประมาณ ๑ ๑/๒ นิ้ว ยาวหนึ่งฟุต หรือจะสั้นจะยาวกว่านั้นก็ได้ตามความพอใจ เมื่อมีสิ่งเหล่านี้ก็เริ่มหัดถักได้เลย ส่วนมากกระสวยถักเขาจะทำด้วยงาช้าง เขาควาย กระ เงิน ทอง นาก นี่ก็เหมือนกันเป็นความสามารถของคุณป้าอีกตามเคย คือท่านจะเอาไม้ไผ่แก่ ๆ เลือกให้มีผิวแข็ง ๆ มาเหลาและเจาะจนเป็นรูปกระสวย แล้วจึงนำกระดาษทรายมาขัดจนเป็นมันลื่นไม่บาดเส้นไหมทองเมื่อเวลาถัก คุณป้าท่านสามารถมาก อะไร ๆ ก็ทำได้ทั้งนั้น กระสวยไม้ไผ่ของคุณป้าใช้ถักได้ดีกว่ากระสวยต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วเสียอีก

แหล่งที่มา จากหนังสือ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ในรัชกาลที่ ๕ (๒๔ ธันวาคม ๒๕๒๖), หน้าที่ ๑๐๙-๑๑๑.